คำแนะนำการขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิเป็นนิติบุคคล
1. กฏกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนมูลนิธิ การดำเนินกิจการ และการทะเบียนมูลนิธิ 2545
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 136 (1)(4) และ(5) แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพานิชย์ อันเป็นกฏหมาย ที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 45 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฏหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฏกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) กฏกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในมาตรา 97 แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์
(2) กฏกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2503) ออกตามความในมาตรา 97 แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพานิชย์
(3) กฏกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2526) ออกตามความในประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อ 2 ในกฏกระทรวงนี้
พนักงาน เจ้าหน้าที่ หมายความว่า ข้าราชการหรือข้าราชการกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ระดับ 3 หรือเทียบเท่าขึ้นไปซึ่งนายทะเบียนมอบหมายเป็นหนังสือให้ดำเนินการเกี่ยวกับ มูลนิธิ "ที่ว่าการอำเภอ ให้หมายความรวมถึงที่ว่าการกิ่งอำเภอ

หมวด1 การยื่นคำขอจดทะเบียน
ข้อ 3 ให้ผู้ที่ประสงค์จะขอจัดตั้งมูลนิธิยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ ตามแบบ ม.น.1 ท้ายกฏกระทรวงนี้ต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิจะจัด ตั้งขึ้นโดยในเขตกรุงเทพมหานครให้ยื่น ณ สำนักงานเขต ส่วนในจังหวัดอื่นให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอ พร้อมทั้งหลักฐานดังต่อไปนี้ จำนวนสามชุด
(1) รายชื่อเจ้าของทรัพย์สินและรายการทรัพย์สินที่จะจัดสรรสำหรับมูลนิธิ
(2) รายชื่อ ที่อยู่ และอาชีพของผู้จะเป็นกรรมการของมูลนิธิทุกคน
(3) ข้อบังคับของมูลนิธิ
(4) คำมั่นว่าจะให้ทรัพย์สินแก่มูลนิธิของเจ้าของทรัพย์สินตาม (1)ที่มีผลตามกฏหมาย
(5) สำเนาพินัยกรรม ในกรณีที่การขอจดทะเบียนมูลนิธิหรือการจัดสรรทรัพย์สินสำหรับมูลนิธิตาม(1)เกิดขึ้นโดยผลของพินัยกรรมนั้น
(6) สำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นที่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจออกให้ และสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้านของบุคคลตาม(1) และ(2) หรือหลักฐานอื่นที่สามารถแสดงสถานภาพของบุคล และถิ่นที่อยู่ในทำนองเดียวกันในกรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ไม่มีหลักฐาน ตามที่กำหนด เช่นคนต่างด้าวหรือพระภิกษุ
(7) แผนผังโดยสังเขปแสดงที่ตั้งสำนักงานใหญ่ และที่ตั้งสำนักงานสาขาทั้งปวง (ถ้ามี)
(8) หนังสืออนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้ใช้สถานที่ตาม (7)
(9) สำเนารายงานการประชุมจัดตั้งมูลนิธิ (ถ้ามี)

ข้อ 4 มูลนิธิที่จะได้รับการจดทะเบียน จะต้องเป็นมูลนิธิที่มีการใช้ชื่อมูลนิธิตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(1) ชื่อมูลนิธิต้องเป็นภาษาไทยที่ไม่มีความหมายหยาบคาย แต่ในกรณีที่มูลนิธิประสงค์จะใช้ชื่อเป็นภาษาต่างประเทศทั้งหมดหรือบางส่วน ให้เขียนทับศัพท์เป็นอักษรไทยและอาจกำกับภาษาต่างประเทศนั้นไว้ด้วยก็ได้
(2) ในกรณีที่ใช้ชื่อบุคคลเป็นชื่อมูลนิธิหรือประกอบกับชื่อมูลนิธิ ผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิต้องยื่นหลักฐานดังต่อไปนี้มาพร้อมกับคำขอจดทะเบียนตาม ข้อ 3 ด้วย
(ก) หนังสืออนุญาตให้ใช้ชื่อจากเจ้าของพระนาม เจ้าของชื่อ หรือทายาท
(ข) หนังสืออนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการในกรณีที่ใช้พระนามพระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอขึ้นไป
(3) ในกรณีที่ใช้ชื่อส่วนราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือนิติบุคคลใดเป็นชื่อมูลนิธิหรือประกอบมูลนิธิผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิต้อง ยื่นหนังสืออนุญาตให้ใช้ชื่อจากหน่วยงานหรือนิติบุคคลนั้น ๆ มาพร้อมกับคำขอจดทะเบียนตามข้อ 3 ด้วย

ข้อ 5 ข้อบังคับของมูลนิธิ ซึ่งผู้ขอจัดตั้งมูลนิธิยื่นมาพร้อมกับคำขอจดทะเบียนตามข้อ 3 จะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการมูลนิธิและการจัดการทรัพย์สินและบัญชี ของมูลนิธิดังต่อไปนี้
(1) อำนาจของคณะกรรมการของมูลนิธิในการใช้จ่ายทรัพย์สินที่เป็นทุนหรือดอกผลอันเกิดจากทุน
(2) การเก็บรักษาทรัพย์สินของมูลนิธิที่เป็นทุนหรือดอกผลอันเกิดจากทุน

ข้อ 6 ในกรณีที่มูลนิธิที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ประสงค์จะแต่งตั้งกรรมการของมูลนิธิขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ ให้มูลนิธิยื่นคำขอตามแบบ ม.น.2 ท้ายกฏกระทรวงนี้ต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่พร้อมด้วย หลักฐานดังต่อไปนี้จำนวน สาม ชุด
(1) สำเนารายงานการประชุมหรือเอกสารอื่นที่แสดงถึงมติของคณะกรรมการของมูลนิธิ ที่ให้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของ มูลนิธิ
(2) สำเนาบัญชีรายชื่อคณะกรรมการของมูลนิธิชุดเดิม
(3) รายชื่อ ที่อยู่ และอาชีพของผู้ที่จะเป็นกรรมการของมูลนิธิที่ขอแต่งตั้งขึ้นใหม่ทั้งชุดหรือที่ขอเปลี่ยนแปลง
(4) สำเนาข้อบังคับของมูลนิธิ
(5) สำเนาภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นที่ส่วนราชการหน่วยงานของรับ หรือรัฐวิสาหกิจออกให้และสำเนาภาพถ่ายทะเบียนบ้านของกรรมการมูลนิธิที่จะ ต้องแต่งตั้งขึ้นใหม่ตาม (3) หรือหลักฐานอื่นที่สามารถแสดงสถานภาพของบุคคลและถิ่นที่อยู่ในทำนองเดียวกัน ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวเป็นผู้ไม่มีหลักฐานตามที่กำหนดเช่นคนต่างด้าวหรือ พระภิกษุ

ข้อ 7 ในกรณีที่มูลนิธิที่ได้จดทะเบียนฟว้แล้ว ประสงค์จะแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ ให้มูลนิธิยื่นคำขอตามแบบม.น.2 ท้ายกฏกระทรวงนี้ต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่ที่สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิตั้ง อยู่พร้อมด้วยหลักฐานดังต่อไปนี้จำนวน สาม ชุด
(1) สำเนารายงานการประชุมหรือเอกสารอื่นที่แสดงถึงมติของคณะกรรมการของมูลนิธิให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ
(2) สำเนาข้อบังคับของมูลนิธิในปัจจุบันและข้อบังคับของมูลนิธิในส่วนที่ประสงค์จะขอแก้ไขเพิ่มเติม
(3) แผนผังโดยสังเขปแสดงที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาแห่งใหม่ของมูลนิธิ และหนังสืออนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้ใช้สถานที่ดังกล่าวในกรณีที่ มีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสำนักงานสาขาหรือมีการตั้งสำนักงาน สาขาแห่งใหม่

หมวด2 การรับจดทะเบียนและการทะเบียนมูลนิธิ
ข้อ 8 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่รับคำขอจดทะเบียนจากผู้ขอจดทะเบียนแล้ว ให้ตรวจสอบคำขอและหลักฐานต่าง ๆ ว่าถูกต้องหรือไม่ แล้วจึงเสนอความเห็นต่อนายทะเบียน
ในกรณีที่เป็นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบชื่อของมูลนิธิดังกล่าวว่าซ้ำกับชื่อของ มูลนิธิที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วหรือไม่ ก่อนเสนอความเห็นต่อนายทะเบียน

ข้อ 9 เมื่อนายทะเบียนได้รับคำขอจดทะเบียนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามข้อ 8 แล้ว หากนายทะเบียนพิจารณาเห็นว่าวัตถุประสงค์ของมูลนิธิตามคำขอจัดตั้งมูลนิธิ ตามคำขอจัดตั้งมูลนิธิตามข้อ 3 หรือตามคำขอแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับมูลนิธิตามข้อ 7 มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับงานของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งต้องอยู่ในความควบคุมของสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้นายทะเบียนส่งคำขอจดทะเบียนดังกล่าวไปให้สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่ง ชาติพิจารณาอนุญาตตามกฏหมายว่าด้วยวัฒนธรรมแห่งชาติก่อนที่นายทะเบียนจะ ดำเนินการพิจารณารับจดทะเบียนต่อไป

ข้อ 10 ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าไม่อาจรับจดทะเบียนได้ด้วยเหตุตามมาตรา 115 วรรคสาม ให้ นายทะเบียนมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนและแจ้งคำสั่งพร้อมด้วยเหตุผลที่ไม่รับจด ทะเบียนเป็นหนังสือให้ผู้ขอจดทะเบียนทราบโดยมิชักช้า ซึ่งตามปกติให้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนมารับหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวจากนาย ทะเบียนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง

ข้อ 11 ให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนเมื่อ
(1) เห็นว่ารับจดทะเบียนได้ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิ
(2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยวินิจฉัยอุทธรณ์ให้รับจดทะเบียนตามมาตรา 115 วรรคห้า หรือ
(3) มีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้รับจดทะเบียน

ข้อ 12 เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียน ให้นายทะเบียนออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิตามแบบ ม.น.3 ท้ายกฏกระทรวงนี้ หรืออกใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการของมูลนิธิขึ้นใหม่ทั้งชุด หรือการเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิหรือการแก้ไขเพิ่มเติม ข้อบังบคับของมูลนิธิตามแบบ ม.น.4 ท้ายกฏกระทรวงนี้ แล้วแต่กรณีให้แก่ผู้ขอจดทะเบียและให้นายทะเบียนจัดทำทะเบียนมูลนิธิสำหรับ มูลนิธินั้นตามแบบ ม.น.5 ท้ายกฏกระทรวงนี้
ในกรณีที่มูลนิธิใดมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้นายทะเบียนบันทึกการ เปลี่ยนแปลงดังกล่าวไว้ในทะเบียนมูลนิธิองมูลนิธินั้นด้วย

หมวด3 การดำเนินการของมูลนิธิ
ข้อ 13 ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ให้มูลนิธิรายงานผลการดำเนินการต่อนาายทะเบียนพร้อมทั้งหลักฐานดังต่อไปนี้
(1) รายงานการดำเนินกิจการของมูลนิธิในปีที่ผ่านมา
(2) บัญชีรายได้รายจ่ายและสำเนางบดุลของมูลนิธิในรอบปีที่ผ่านมาซึ่งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตได้รับรองความถูกต้องแล้ว
(3) สำเนารายงานการประชุมของคณะกรรมการของมูลนิธิทุกครั้งในปีที่ผ่านมา

ข้อ 14 ในกรณีมีเหตุเกี่ยวกับการดำเนินการของมูลนิธิตามมาตรา 129 ที่นายทะเบียน อาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งถอดถอนกรรมการของมูลนิธิผู้ใด หรือถอดถอนคณะกรรมการของมูลนิธิทั้งคณะ นายทะเบียนอาจร้องขอให้พนักงานอัยการเป็นผู้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ พนักงานอัยการแทนนายทะเบียนได้
ในกรณีที่นายทะเบียนร้องขอให้พนักงานอัยการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้นาย ทะเบียนช่วยเหลือพนักงานอัยการในการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

หมวด 4 การเลิกมูลนิธิ
ข้อ 15 การแจ้งการเลิกมูลนิธิ ต่อนายทะเบียนตามมาตรา 136 วรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการของมูลนิธิที่อยู่ในตำแหน่งขณะมีการเลิกมูลนิธิแจ้งการเลิก มูลนิธิต่อนายทะเบียนตามแบบ ม.น.6 ท้ายกฏกระทรวงนี้ห้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้รับแจ้งการเลิกมูลนิธิ จากนั้นให้ตรวจสอบการแจ้งเลิกและหลักฐานต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามข้อบังคับของมูลนิธิและตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วย มูลนิธิหรือไม่ แล้วจึงเสนอความเห็นต่อนายทะเบียน

ข้อ 16 เมื่อได้มีการแจ้งการเลิกมูลนิธิตามข้อ 15 หรือเมื่อศาลได้แจ้งคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้มูลนิธิล้มละลาย หรือแจ้งคำสั่งถึงที่สุดให้เลิกมูลนิธิให้นายทะเบียนทราบตาม มาตรา 132 วรรคสองแล้ว ให้นายทะเบียนประกาศการเลิกมูลนิธิในราชกิจจานุเบกษาโดยไม่ชักช้า

ข้อ 17 เมื่อนายทะเบียนประสงค์จะร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเลิกมูลนิธิใด ในกรณีหนึ่งกรณีใดตามมาตรา 131 ให้นายทะเบียนสอบสวนข้อเท็จจริงนั้นก่อน โดยมีหนังสือแจ้งให้มูลนิธิยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนเป็นหนังสือต่อนาย ทะเบียนภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง หากมูลนิธินั้นมิได้ชี้แจงต่อนายทะเบียนหรือคำชี้แจงของมูลนิธินั้นยังไม่ เป็นที่พอใจแก่นายทะเบียนให้นายทะเบียนยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเลิก มูลนิธิต่อไป ในการนี้นายทะเบียนอาจร้องขอให้พนักงานอัยการเป็นผู้ดำเนินการตามอำนาจ หน้าที่ของพนักงานอัยการแทนนายทะเบียนก็ได้

ข้อ 18 ในกรณีที่มีการเลิกมูลนิธิ ซึ่งจะต้องมีการชำระบัญชีมูลนิธิ ให้ผู้ชำระบัญชีเสนอ รายงานการชำระบัญชีต่อนายทะเบียนตามแบบ ม.น.7 ท้ายกฏกระทรวงนี้

2. กฏกระทรวง ว่าด้วยค่าธรรมเนียมและการยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับมูลนิธิ พ.ศ.2545
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 136 (2) แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฏกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ค่าธรรมเนียมการรับจดทะเบียน การขอตรวจเอกสาร การคัดสำเนาเอกสารและค่าธรรมเนียม การขอให้นายทะเบียนดำเนินการใดเกี่ยวกับมูลนิธิ ให้เรียกเก็บตามอัตรา ดังต่อไปนี้
(1) ค่าคำขอ ฉบับละ 10 บาท
(2) ค่าจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ ฉบับละ 200 บาท
(3) ค่าจดทะเบียนการแต่งตั้งกรรมการของมูลนิธิขึ้นใหม่ ทั้งชุดหรือเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูล่นิธิ ฉบับละ 50 บาท
(4) ค่าจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ ฉบับละ 50 บาท
(5) ค่าขอตรวจเอกสารเกี่ยวกับมูลนิธิ สำหรับมูลนิธิหนึ่ง ครั้งละ 50 บาท
(6) ค่าคัดและรับรองสำเนาเอกสาร ฉบับละ 10 บาท
(7) ค่าขอให้นายทะเบียนดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับมูลนิธิซึ่งมิใช่ เป็นกรณีตาม (2) (3) (4) (5) หรือ (6) รายการหนึ่งครั้งละ 50บาท ในการรับเงินค่าธรรมเนียมใด ๆ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ยื่นคำขอ

ข้อ 2 ให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมตามข้อ 1 สำหรับมูลนิธิดังต่อไปนี้
(1) มูลนิธิที่ตั้งขึ้นตามพระราชดำริ
(2) มูลนิธิที่ตั้งขึ้นตามพระประสงค์ของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอ ขึ้นไป หรือมูลนิธิที่มีพระบรมวงศ์ชั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอขึ้นไปเป็นประธานกรรมการ หรือกรรมการ
(3) มูลนิธิที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์หรือพระบรมราชินูปถัมภ์

ข้อ 3 การขอตรวจคัด และรับรองสำเนาเอกสารเกี่ยวกับมูลนิธิเพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ขอส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ให้ยกเว้นไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม

3. กฎกระทรวง ว่าด้วยแบบบัตรประจำตัวนายทะเบียนและพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับมูลนิธิ 2545
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 136 (3) แห่งประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฏกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1. บัตรประจำตัวนายทะเบียนและบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับมูลนิธิให้เป็นไปตามแบบท้ายกฏกระทรวงนี้
ข้อ 2. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ออกบัตรประจำตัวนายทะเบียน และให้นายทะเบียนเป็นผู้ออกบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยให้ใช้ได้ไม่เกินห้าปีนับแต่วันออกบัตร
ข้อ 3. รูปถ่ายที่ติดบัตรประจำตัวให้ใช้รูปถ่ายไม่เกินหกเดือนก่อนวันที่ออกบัตร ประจำตัว ขนาด 2.5 +3 เซนติเมตร ครึ่งตัว หน้าตรง แต่งเครื่องแบบปกติขาวหรือเครื่องแบบปฏิบัติราชการไม่สวมหมวก

 


       Copyright © ihppf.ihpp.thaigov.net 2011 All rights reserved                   Home     About     Reports     Board      Contact